ความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล (Access Time) (CD)

ความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลคือ ช่วงระยะเวลาที่ไดรว์ซีดีรอมสามารถอ่านข้อมูลจากแผ่นซีดีรอม แล้วส่งไป ประมวลผล หน่วยที่ใช้วัดความเร็วนี้คือ มิลลิวินาที (milliSecond) หรือ ms ปกติแล้วความเร็วมตราฐานที่ เป็นของไดรว์ซีดีรอม 4x ก็คือ 200 ms แต่ตัวเลขนี้จะเป็นตัวเลขเฉลี่ยเท่านั้น เป็นไปไม่ได้แน่นอนว่าไดรว์ ซีดีรอมจะมีความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลบนแผ่นซีดีรอมเท่ากันทั้งหมด เพราะว่าความเร็วที่แท้จริงนั้นจะขึ้นอยู่ กับว่าข้อมูลที่กำลังอ่าน อยู่ในตำแหน่งไหนบนแผ่นซีดี ถ้าข้อมูลอยู่ในตำแหน่งด้านใน หรือวงในของแผ่นซีดี ก็จะมีความเร็วในการเข้าถึงสูง แต่ถ้าข้อมูลอยู่ด้านนอกหรือวงนอกของแผ่น ก็จะทำให้ความเร็วลดลงไป

Add comment มีนาคม 20, 2009

การทำงานของ CD-ROM

ภายในซีดีรอมจะแบ่งเป็นแทร็กและเซ็กเตอร์เหมือนกับแผ่นดิสก์ แต่เซ็กเตอร์ในซีดีรอมจะมีขนาดเท่ากัน ทุกเซ็กเตอร์ ทำให้สามารถเก็บข้อมูลได้มากขึ้น เมื่อไดรฟ์ซีดีรอมเริ่มทำงานมอเตอร์จะเริ่มหมุนด้วยความเร็ว หลายค่า ทั้งนี้เพื่อให้อัตราเร็วในการอ่านข้อมูลจากซีดีรอมคงที่สม่ำเสมอทุกเซ็กเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นเซ็กเตอร์ ที่อยู่รอบนอกกรือวงในก็ตาม จากนั้นแสงเลเซอร์จะฉายลงซีดีรอม โดยลำแสงจะถูกโฟกัสด้วยเลนส์ที่เคลื่อนตำแหน่งได้ โดยการทำงานของขดลวด ลำแสงเลเซอร์จะทะลุผ่านไปที่ซีดีรอมแล้วถูกสะท้อนกลับ ที่ผิวหน้าของซีดีรอมจะเป็น หลุมเป็นบ่อ ส่วนที่เป็นหลุมลงไปเรียก “แลนด์” สำหรับบริเวณที่ไม่มีการเจาะลึกลงไปเรียก “พิต” ผิวสองรูปแบบนี้เราใช้แทนการเก็บข้อมูลในรูปแบบของ 1 และ 0 แสงเมื่อถูกพิตจะกระจายไปไม่สะท้อนกลับ แต่เมื่อแสงถูกเลนส์จะสะท้อนกลับผ่านแท่งปริซึม จากนั้นหักเหผ่านแท่งปริซึมไปยังตัวตรวจจับแสงอีกที ทุกๆช่วงของลำแสงที่กระทบตัวตรวจจับแสงจะกำเนิดแรงดันไฟฟ้า หรือเกิด 1 และ 0 ที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้ ส่วนการบันทึกข้อมูลลงแผ่นซีดีรอมนั้นต้องใช้แสงเลเซอร์เช่นกัน โดยมีลำแสงเลเซอร์จากหัวบันทึกของเครื่อง บันทึกข้อมูลส่องไปกระทบพื้นผิวหน้าของแผ่น ถ้าส่องไปกระทบบริเวณใดจะทำให้บริเวณนั้นเป็นหลุมขนาดเล็ก บริเวณทีไม่ถูกบันทึกจะมีลักษณะเป็นพื้นเรียบสลับกันไปเรื่อยๆตลอดทั้งแผ่น

Add comment มีนาคม 20, 2009

ไดร์ฟ USB Blu-ray แบบ slim ที่ชาวโลกรอคอย

วันนี้มีไดร์ฟแนวๆเล็ก USB แบบ Blu-rayด้วย กับความบางแบบ slim ไม่เกะกะเหมือนไดร์ฟทั่วสเปกๆไป
ไดร์ฟเล็กๆแบบ Silm จาก FastMac แบบ USB external ซึ่งรองรับแผ่นแบบ Blu-ray ด้วยละ โดยจะแบ่งเป็น 3 รุ่นทั้ง ราคาถูกสุดแค่ $99 (ประมาณ 3,400 บาท) ในรุ่น APP-6907 รองรับแผ่น DVD±RW และอ่านแผ่น BD ได้ ราคา $299 (ประมาณ 10,000 บาท) ในรุ่น APP-6963 รองรับแผ่น DVD±RW และสามารถเขียนแผ่น BD-R ได้ที่ความเร็ว 1x ราคา $399 (ประมาณ 14,000 บาท) ในรุ่น APP-6964 รองรับแผ่น DVD±RW และสามารถเขียนแผ่น BD-R ได้ที่ความเร็ว 4x ทั้ง 3 รุ่นนี้รองรับทั้งระบบ Mac และ PC ฝันอันใกล้ที่ Netbook / Notebook ได้ใช้ไดร์ฟ Blu-Ray กับเขาบ้างนะนิ

สเปก – APP-6907
สเปก – APP-6963
สเปก – APP-6964

Add comment มีนาคม 16, 2009

การติดตั้งApache Web Server

Apache Web server เป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่มีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าเพราะเป็นของฟรีจึงทำให้มีคนนิยมใช้เยอะ แต่เป็นเพราะความมีเสถียรภาพ จัดการได้ง่าย และมีความปลอดภัยในระดับที่ดีมากทีเดียว เรามาติดตั้งกันเลยนะครับ

1.ดับเบิลคลิกที่ไฟล์ที่ดาวน์โหลดมา พอหน้าต่างเริ่มต้นการติดตั้งโปรแกรมจะปรากฏบนหน้าจอให้คลิกปุ่ม Next

2.หน้าต่างถัดไปจะแสดงรายละเอียดข้อตกลงและเงื่อนไขต่างๆในการใช้งานโปรแกรมนี้ เราต้องกาเครื่องหมาย ถูก ในช่อง 1 accept the terms in the license agreement เพื่อเป็นการตอบว่าเรายอมรับเงื่อนไขจากนั้นคลิกปุ่ม Next

3.หน้าต่างถัดไปจะแสดงรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับโปรแกรมนี้ให้คลิกปุ่ม Next

4.หน้าต่าง กรอกรายละเอียดและเลือกออปชัน จะแสดงออกมา เพื่อให้เราระบุรายละเอียดเกี่ยวกับเซิร์ฟเวอร์ดังนี้

ช่อง Network Doamain ถ้าท่านต้องการให้เครื่องนี้เป้นเว็บเซิร์ฟเวอร์ในอินเทอร์เน็ตจริงๆ จะต้องกรอกชื่อโดเมนที่ท่านไปจดทะเบียนไว้เช่น เช่น arc.com (กรอกหมายเลข IP address ไม่ได้นะครับ) หรือถ้าท่านติดตั้งในระบบอินทราเน็ต ให้กรอกชื่อโดเมนในระบบอินทราเน็ตของบริษัทของท่านเอง แต่ถ้าท่านเอาไว้ทดลองเล่นเพื่อฝึกฝีมือในการสร้างเว็บล่ะก็ กรอกอะไรก็ได้ครับ ไม่ซีเรียสอยู่แล้ว (ก็เอาไว้ดูคนเดียวนี่นา)

ช่อง Server Name ระบุชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่าน ตามด้วยเครื่องหมายจุด (.) แล้วต่อท้ายด้วยชื่อโดเมนที่กรออกในช่อง Network Domain เช่น www.arc.com (หรือจะกรอกหมายเลข IP address แทนก็ได้นะครับ ) คำว่า www เป็นชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่านถ้าจำชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ท่านไม่ได้ กรณีที่เป้นระบบ windows xp ก็ไปที่หน้าจอ Desktop คลิกขวาที่ไอคอน My computer เพื่อเปิดเมนูลัด แล้วเลือกคำมาสั่ง Properties ในเมนูจากนั้นหน้าต่าง System Properties จะเปิดออกมาให้เลือกแท็บ Computer Name จะเห็นชื่อเครื่องในช่อง Full Computer name

ช่อง Administrator’s Email Address ให้กรอกอีเมลแอดเดรสของผู้ดูแลเว็บเซิร์ฟเวอร์เครื่องนี้
เลือกออปชั่นว่า เมื่อติดตั้ง Apache แล้ว จะให้มันทำงานอย่างไรระหว่าง…

ออปชัน Run as a service forAll Users—Recommended ถ้าเลือกออปชันข้อนี้ เว็บเซิร์ฟเวอร์ของคุณจะทำงานทันทีหลังจากเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ทุกครั้ง โดยที่เราไม่ต้องสั่งให้มันทำงานเอง ในที่นี้เราเลือกออปชั่นนี้นะครับ

ออปชัน Run When startted manually, only for me ถ้าเลือกออปชันนี้ เราต้องสั่งให้มันทำงานทุกครั้งถ้าต้องการใช้งาน โดยคลิกที่ปุ่ม Startของ Windows แล้วเลือกเมนู All Programs -> Apache HTTP Server->Control Apache HTTP Server->Control Apache Server->Start
เมื่อกรอกรายละเอยดและเลือกออปชันในหน้าต่าง เสร็จแล้วให้คลิกปุ่ม Next

5.หน้าต่าง เลือกประเภทการติดตั้งว็บเซิร์ฟเวอร์ จะปรากฏออกมา ให้เลือกประเภทการติดตั้ง Apache ว่า จะติดตั้งแบบ Complete หรือแบบ Custom ผมขอแนะนำให้เลือกแบบ complete เพื่อติดตั้งทุกๆ ฟีเจอร์ที่ Apache มีเพราะกินเนื้อที่ฮาร์ดดิสก์แค่ 15 MB เท่านั้นเอง จากนั้นคลิกที่ปุ่ม Next ตามเคย

6.หน้าต่างถัดไป ระบุไดเรกเทอรี ที่จะใช้ติดตั้ง Apache โดยปกติจะติดตั้งที่ C:\Program Files\Apache Group\ (ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนเป็นไดเรกทอรีอื่น ให้คลิกที่ปุ่ม Change จากนั้นคลิกที่ปุ่ม Next

7.จากนั้น ให้เรื่มต้นกระบวนการติดตั้งโดยการคลิกที่ปุ่ม Install

8.เมื่อโปรแกรม Apache ติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้คลิกที่ปุ่ม Finish

Add comment มีนาคม 15, 2009

การกำหนดค่าสำหรับคอมพิวเตอร์แม่ข่าย

1.คลิกขวาที่ My Computer
2.คลิกคำสั่ง Properties
3.จะปรากฏหน้างต่างSystem Properties ขึ้นมาคลิกแท็บ Computer Name
4.ที่ช่องComputer description ให้กำหนดรายละเอียดของเครื่องซึ่งเราสามารถตั้งชื่ออะไรลงก็ได้แต่ควรให้สื่อความหมายบ้าง โดยในตัวอย่างนี้ตั้งชื่อเป็น Server เพื่อแสดงให้เห็นว่าเครื่องนี้เป็นเครื่องแม่ข่าย
5.จากนั้นคลิกที่ปุ่ม Change เพื่อกำหนดชื่อของเครื่องคอมพิวเตอรืและชื่อ Workgroup
6.จะปรากฏหน้างต่างComputer Name Changes ขึ้นมาที่ช่องComputer name ให้ตั้งชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ในที่นี้ตั้งเป็น Com1
7.ติ๊กที่ช่อง Workgroup แล้วตั้งชื่อ Workgroup ในตัวอย่างนี้ตั้งตามค่า Default ของ Windows xp คือ “MSHOME” (เราจะตั้งชื่ออะไรก็ได้แต่ทุกเครื่องที่อยู่บนเครือข่ายเดียวกันต้องมีชื่อ Workgroup เหมือนกัน)
8.จากนั้นคลิกปุ่ม ok แล้วจะให้ผลดังหน้าต่างถัดไป
9.เมื่อกำหนดชื่อของเครื่องคอมพิวเตอร์และชื่อ workgroup เสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้คลิกที่ปุ่ม Start
10.เลื่อนเมาส์ไปที่ Connect To
11.คลิกที่ Show all connections
12.จะปรากฏหน้าต่างNetwork Connections ขึ้นมาให้คลิกขวาที่ไอคอน Local Area Connection
13.คลิกคำสั่ง Properties
14.จะปรากฏหน้าต่างLocal Area Connections Properties ขึ้นมา ที่แท็บ General ในช่องThis connection uses the following items ให้เราตรวจสอบดูว่ามีส่วประกอบทั้ง 3 นี้หรือไม่ Client for Microsoft Networks,File and Printer Sharing for Microsoft Networks,InternetProtocal (TCP/IP) หากไม่มีให้คลิกปุ่ม Install เพื่อเพิ่มส่วนประกอบเหล่านี้เข้ามา จากนั้นติ๊กเครื่องหมายถูกทั้ง 3 หัวข้อนี้แล้วคลิกที่ Internet Protocol (TCP/IP)
15.จากนั้นคลิกปุ่ม Properties แล้วจะให้ผลในหน้าต่างถัดไป
16.จะปรากฏหน้างต่าง Internet Protocol (TCP/IP) Properties ขึ้นมาให้ติ๊กช่อง Use the following IP address
17.ที่ช่อง IP address ให้ใส่ตัวเลขนี้ลงไป (สำหรับเครื่องที่ 1 )192.168.0.1
18.ที่ช่อง Subnet mask ให้ใส่ตัวเลขนี้ลงไป 255.255.255.0
19.จากนั้นคลิกปุ่ม ok
จากนั้นให้เรารีสตาร์ทเครื่องก็เป็นอันเสร็จสิ้นการเซ็ตค่าเน็ตเวิร์กสำหรับเครื่องที่ 1 ซึ่งกำหนดให้เป็นเครื่องแม่ข่ายเรียบร้อยแล้ว

Add comment มีนาคม 15, 2009

การแชร์อินเทอร์เน็ต

1.คลิกที่ปุ่ม Start
2.เลื่อนเมาส์ไปที่ Connect to
3.คลิกที่ Show all Connections
4.จะปรากฏหน้าต่าง Network Connections ขึ้นมาให้คลิกขวาที่ไอคอน Local Area Connection ที่เราต้องการแชร์
5.คลิกคำสั่ง Properties
6.ให้คลิกแท็บ Advanced
7.ที่ Internet Connection sharing ให้ติ๊กเครื่องหมายถูกที่ช่อง Allow other network to connect this computer?s Internet connection
8.จากนั้นคลิกปุ่ม Ok ก็เป็นอันว่าเราสามารถแชร์อินเทอร์เน็ตให้กับเครื่องลูกข่ายได้แล้ว

Add comment มีนาคม 15, 2009

วิธีการตั้งค่า FTP Server ใน Windows Server 2003

ติดตั้ง Internet Information Services และบริการ FTP

เนื่องจาก FTP ขึ้นกับ Microsoft Internet Information Services (IIS) โดยที่ต้องติดตั้ง IIS และบริการ FTP ไว้ในคอมพิวเตอร์เสียก่อน เมื่อต้องการติดตั้ง IIS และบริการ FTP ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ หมายเหตุ: ใน Windows Server 2003 บริการ FTP ไม่ได้รับการติดตั้งโดยค่าเริ่มต้นเมื่อคุณติดตั้ง IIS หากคุณติดตั้ง IIS ไว้ในคอมพิวเตอร์แล้ว คุณต้องใช้เครื่องมือ Add or Remove Programs ใน Control Panel เพื่อติดตั้งบริการ FTP
1.คลิก Start เลือกที่ Control Panel และคลิก Add or Remove Programs
2.คลิก Add/Remove Windows Components
3.ในรายการ Components คลิก Application Serverคลิก Internet Information Services (IIS) (แต่ไม่ต้องเลือกหรือยกเลิกการเลือกช่องทำเครื่องหมาย) แล้วคลิก Details
4.คลิกเพื่อเลือกช่องทำเครื่องหมายต่อไปนี้ (หากยังไม่ได้เลือก):
Common FilesFile Transfer Protocol (FTP) ServiceInternet Information Services Manager
5.คลิกเพื่อเลือกช่องทำเครื่องหมายถัดจากบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวกับ IIS หรือคอมโพเนนต์ย่อยที่คุณต้องการติดตั้ง จากนั้นคลิก OK
6.คลิก Next
7.เมื่อได้รับการพรอมต์ ให้ใส่แผ่นซีดี Windows Server 2003 CD-ROM ลงในไดรฟ์ CD-ROM หรือ DVD-ROM หรือระบุพาธไปยังตำแหน่งของแฟ้ม แล้วคลิก OK
8.คลิก Finish

ติดตั้ง IIS และบริการ FTP เสร็จแล้ว คุณต้องกำหนดค่าบริการ FTP ก่อนที่จะใช้งาน

การกำหนดค่าบริการ FTP

เมื่อต้องการกำหนดค่าบริการ FTP ให้อนุญาตให้ใช้การเชื่อมต่อแบบไม่ระบุผู้ใช้ ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้:
1.เปิด Internet Information Services Manager หรือเปิด IIS snap-in
2.ขยาย Server_nameโดยที่ Server_name คือชื่อของเซิร์ฟเวอร์
3.ขยาย FTP Sites
4.คลิกขวาที่ Default FTP Site แล้วคลิก Properties
5.คลิกแท็บSecurity Accounts
6.คลิกเพื่อเลือกช่องทำเครื่องหมาย Allow Anonymous Connections (หากยังไม่ได้เลือก) แล้วคลิกเพื่อเลือกช่องทำเครื่องหมาย Allow only anonymous connectionsเมื่อคุณคลิกเพื่อเลือกช่องทำเครื่องหมาย Allow only anonymous connections คุณกำหนดค่าบริการ FTP ให้อนุญาตให้ใช้การเชื่อมต่อแบบไม่ระบุผู้ใช้ได้ ผู้ใช้ไม่สามารถล็อกอินได้โดยใช้ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน
7.คลิกแท็บHome Directory
8.คลิกเพื่อเลือกช่องทำเครื่องหมาย Read และ Log visits (หากยังไม่ได้เลือก) แล้วคลิกเพื่อยกเลิกช่องทำเครื่องหมาย Write (หากยังไม่ได้ยกเลิกการเลือก)
9.คลิก OK
10.ปิด Internet Information Services Manager หรือปิด IIS snap-in

เซิร์ฟเวอร์ FTP ได้รับการกำหนดค่าให้รับการร้องขอ FTP ขาเข้าได้แล้ว คัดลอกหรือย้ายแฟ้มต่างๆ ที่คุณต้องการให้ใช้งานได้ไปยังโฟลเดอร์ FTP publishing เพื่อให้เข้าถึงได้ โฟลเดอร์ที่เป็นค่าเริ่มต้นคือ drive:\Inetpub\Ftproot โดยที่ drive คือไดรฟ์ที่ติดตั้ง IIS ไว้

Add comment มีนาคม 15, 2009

VDSL

เทคโนโลยี VDSL (รูปแบบที่ลงตัวที่สุด) การติดตั้งเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านคู่สายโทรศัพท์ภายในที่มีอยู่แล้วประจำในแต่ละห้อง ไม่จำเป็นต้องเดินสายใหม่ ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่อาคาร สามารถใช้โทรศัพท์ได้พร้อมกับการใช้อินเตอร์เน็ตมีความเร็วสูงสุดถึง 15 Mbps สามารถลงทุนติดตั้งเฉพาะห้องที่ต้องการใช้บริการแล้วค่อยขยายเพิ่มเติมในภายหลังได้ ทำให้ต้นทุนการลงทุนต่ำ ใช่แล้ว เทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองความต้องการดังกล่าวได้อย่างครบถ้วน เช่นนี้ ก็คงเป็นเทคโนโลยีอื่นไปได้ นอกจากเทคโนโลยี VDSL

จุดเด่นของ VDSL ที่เหนือเทคโนโลยีอื่นๆ- อัตราการรับ-ส่งข้อมูลสูงสุดถึง 15 Mbps- รองรับระยะทางได้สูงสุดถึง 1.5 km – สนับสนุน Authentication, Authorization และ Accounting (AAA)- สนับสนุน IEEE 802.1x (Authentication) ความปลอดภัยในการเข้าถึงระบบ- สนับสนุนการจัดเก็บเงิน และระบบ Property management system (PMS) สามารถออกบิลเรียกเก็บค่าใช้บริการ สนับสนุน IEEE 802.1p และ IEEE 802.1q ในการให้บริการ QQS (Quality of Service) เป็นการจัดการลำดับความสำคัญของงานและลำดับความสำคัญของผู้ใช้บริการ- สนับสนุน IGMP snooping ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ Entertainment on demand (EOD)- สนับสนุน VLAN เพิ่มประสิทธิ์ภาพและความปลอดภัยของระบบ
รายการอุปกรณ์ที่ต้องติดตั้ง1. Vantage Service Gateway2. Dimension Ethernet Switch3. Vision VDSL Switch4. Prestige CPE5. Billing Software (Optional)

การติดตั้งอุปกรณ์ VDSLการติดตั้งระบบเครือข่ายด้วยเทคโนโลยี VDSL แบ่งเป็นการติดตั้งเป็น สองส่วนด้วยกัน? การติดตั้งที่ห้องควบคุม (Control Room)? การติดตั้งที่ปลายทาง (ห้องผู้ใช้งาน)
1. การติดตั้งที่ห้องควบคุม (Control Room) สิ่งที่ต้องติดตั้งที่ห้องควบคุม คือ Vantage Service Gateway, Dimension Ethernet Switch, Vision VDSL Switch และ Billing Server ซึ่งรายละเอียดจะแตกต่างกันตามเครือข่ายการติดตั้งระบบเครือข่ายด้วยเทคโนโลยี DSL เราจะทำการติดตั้งอุปกรณ์ VDSL Switch เข้ารับระบบสายโทรศัพท์ของอาคาร โดยปกติระบบสายโทรศัพท์ภายในอาคารจะถูกติดตั้งโดยมีระบบ PBX ซึ่งรับเลขหมายมาจากผู้ใช้บริการโทรศัพท์ (CO Line) โดยผ่านตู้พักสาย MDF ซึ่งมีหน้าที่ในการเชื่อมต่อสัญญาณโทรศัพท์จาก PBX สู่ห้องพักต่างๆ โดยการติดตั้ง VDSL Switch จะเชื่อมต่อเข้าคู่สายที่ต้องการใช้งานจากตู้ MDF โดยจะไม่ต้องรื้อระบบโทรศัพท์ เดิมให้ยุ่งยากเลย
2. การติดตั้งที่ปลายทางสาย (ห้องผู้ใช้บริการ)อุปกรณ์ที่จำเป็นในการติดตั้งที่ห้องผู้ใช้บริการคือ อุปกรณ์ VDSL Modem โดยอุปกรณ์ VDSL Modem มีลักษณะเป็น External Modem คือสามารถต่อสายโทรศัพท์ได้ ตลอดเวลา พร้อมทั้งยังสามารถใช้สายศัพท์ได้ในขณะใช้บริการ VDSL หลังจากการติดตั้งอุปกรณ์ VDSL modem ที่ห้องผู้ใช้บริการ โดยการเชื่อมต่อเข้ากับระบบห้องควบคุม สามารถเชื่อมต่อเข้ากับพอร์ต RJ11 ของอุปกรณ์ VDSL modem และผู้ใช้งานจะต่อคอมพิวเตอร์ผ่านพอร์ต สาย LAN (RJ-45) และทำการติดตั้งค่าเกี่ยวกับระบบเครือข่ายที่จำเป็นเท่านี้ลูกค้าก็สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้พร้อมกับการใช้โทรศัพท์
สรุป เทคโนโลยี VDSLจากรายละเอียดข้างต้นสรุปได้ว่าเทคโนโลยี VDSL เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการให้บริการอินเตอร์เน็ตในห้องพักปัจจุบัน ถึงแม้ว่าความเร็วไม่สูงเท่ากับ LAN แบบ UTP แต่ความเร็วที่ระดับ 15 Mbps ของ VDSL มากกว่า HomePNA ถึง 15 เท่า เทคโนโลยี VDSL ไม่เกิดปัญหา Crosstalk และที่สำคัญยังมีความสามารถเพิ่มที่สนับสนุน 802.1p, 802.1q และ 802.1x (การลำดับความสำคัญของงาน, การจัดลำดับคิว, การรักษาความปลอดภัย) ทำให้เทคโนโลยี VDSL เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุด สามารถนำประโยชน์และประสิทธิภาพที่ได้นี้เกิดเป็นธุรกิจใหม่ๆ (Business Model) ที่สร้างรายได้สูงเหมาะกับการลงทุน เช่น การใช้เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง VDSL ในอาคารที่พักอาศัย เช่น โรงแรม โรงพยาบาล คอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนท์ หรืออาคารสำนักงาน ทำให้เป็นจุดขายบริการของโรงแรมและแขกผู้ที่เข้ามาพักสามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้ตลอดเวลา แม้แต่ Lobby ห้องอาหารหรือห้องประชุมสัมนามา เป็นต้น

Add comment มีนาคม 15, 2009

Wimax

WiMax ย่อมาจาก Worldwide interoperability for Microwave Access เป็นเทคโนโลยีไร้สายความเร็วสูงชนิดล่าสุด บนมาตรฐาน IEEE 802.16a ทำงานในลักษณะคล้ายกับจุดฮอตสปอต Wi-Fi ที่ส่งสัญญาณออกไปได้ไกลหลายร้อยเมตร แต่ WiMax สามารถส่งสัญญาณได้ไกลหลายๆ สิบกิโลเมตรเลยครับ และเทคโนโลยี WiMax นี้น่าจะได้รับการตอบรับอย่างแพร่หลายในเวลาอันใกล้นี้ครับ ซึ่งเป้นการร่วมมือกันระหว่าง Intel,Fujitsu,Microelectronics America และ Nokia เทคโนโลยี WiMax นี้ใช้มาตรฐาน Orthogonal Frequency Division Muitiplexing (OFDM) ทำให้การบริการด้านข้อมูลไร้สายมีความสามารถสูงสุดซึ่งเป็นการนำเอาสัญญาณมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด ซึ่งมีรัศมีการส่งสัญญาณจากจุดกระจายสัญญาณเครือข่ายถึง 48 กิโลเมตร (แต่จากการทดสอบใช้งานจริงตอนนี้ ในกรณ๊ที่มีตึกกีดขวางการส่งสัญญาณมาก ระยะทางที่ส่งได้จริงบงครั้งอาจจำกัดอยู่เพียงแค่ 3-5 กิโลเมตร เท่านั้น) และมีความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลสูงสุด 75 เมกะบิตต่อวินาทีตามทฤษฏี ขึ้นอยู่กับว่าผู้ให้บริการจะปรับสเปคตรัมของคลื่นความถี่วิทยุว้อย่างไร และยังกว้างกว่า 10 เท่า และเร็วกว่า 30 เท่าเมื่อเทียบกับเทคโนโลยี 3G จึงสามารถบอกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีไร้สายอย่างแท้จริง และสามารถใช้งานด้านการสื่อสารด้วยเสียงผ่านอินเตอร์เน็ต หรือ VoIP (Voice over Internet Protocol)ได้อีกด้วย จะทำให้สามารถบริการโทรศัพท์ผ่านอินเตอร์เน็ตควบคู่ไปกับบริการอินเตอร์เน็ตความ

Add comment มีนาคม 15, 2009

ADSL Technology

ADSL ย่อมาจาก Asymmetric Digital Subscriber Line คือเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูง บนข่ายสายทองแดง หรือคู่สายโทรศัพท์ ADSL เป็นเทคโนโลยีในตระกูล xDSL โดยมีลักษณะสำคัญคืออัตราการเร็วในการรับข้อมูล (Downstream) และอัตราการเร็วในการส่งข้อมูล(Upstream) ไม่เท่ากัน โดยมีอัตรารับข้อมูลสูงสุดที่ 8 Mbps. และอัตราการส่งข้อมูลสูงสุดที่ 1Mbps โดยระดับความเร็วในการ รับ-ส่ง ข้อมูลจะขึ้นอยู่กับ ระยะทาง และคุณภาพของคู่สายนั้นๆ

เทคโนโลยี ADSL มีเทคนิคการเข้ารหัสสัญญาณ ซึ่งจะแบ่งย่านความที่บนคู่สายทองแดง ออกเป็น 3 ช่วงคือ ช่วงความถี่โทรศัพท์ (POTS) ช่วงความถี่ของการส่งข้อมูล (Upstream) ช่วงความถี่ในการรับข้อมูล(Downstream) จึงทำให้สามารถส่งข้อมูล และใช้โทรศัพท์ได้ในเวลาเดียวกัน

เทคโนโลยี ADSL พัฒนาให้ใช้ TCP/IP Protocol เป็นหลัก ซึ่งเป็น Protocol ที่ใช้บนเครือข่าย Internet และพัฒนาบนพื้นฐานของเทคโนโลยี ATM ทำให้ ADSL สามารถรองรับ Application ในด้าน Multimedia ได้เป็นอย่างดี

Add comment มีนาคม 15, 2009

Next Posts Previous Posts


Categories

  • Computer Science & Computer Engineer in UK

  • Computer Science& Computer Engineer

  • Computer Science& Computer Engineer in Thailand

  • Library

  • Research

  • Feeds