RSS

Category Archives: Philosophy

สาเหตุ 31 ประการของความล้มเหลวในชีวิต

ข้อความ : สาเหตุ 31 ประการของความล้มเหลวในชีวิต
1. อุปนิสัยในการปล่อยตัวล่องลอยไปตามประสบการณ์นั้น โดยปราศจากจุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์
2. ความบกพร่องทางด้านร่างที่เป็นมาโดยกำเนิด
3. ความสอดรู้สอดเห็นที่เอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของคนอื่นจนทำให้เสียงาน
4. ขาดเป้าหมายหรือจุดประสงค์ที่แน่นอนในชีวิต
5. ไม่ได้รับการศึกษาอย่างเพียงพอทำให้รู้เท่าไม่ถึงการร์

 

6. ขาดวินัยในตัวเองทำให้กลายเป็นคนเกินตัวในเรื่องกิน ดื่ม และเซ็กซ์ หรือไม่เอาใจใส่ต่อโอกาสก้าวหน้าของตน
7. ขาดความทะเยอทะยาน ที่จะตั้งเป้าหมายเหนือสิ่งสามัญหรือชีวิตที่ดีกว่า
8. สุขภาพไม่สมบูรณ์เนื่องจากความเข้าใจผิด ๆ บริโภคไม่ได้สัดส่วนและขาดการออกกำลังกายจนหมดสภาพ
9. สภาพแวดล้อมในวัยเด็กที่มีผลต่อความคิด กล่าวกันว่า บุคลิกภาพโดยพื้นฐานเริ่มฝังแน่นในตัวบุคคลเมื่ออายุ 7 ขวบ พ่อแม่มีส่วนด้วย
10. ขาดความแน่วแน่ในการกระทำเพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมาย

 
11. มีทัศนคติเชิงลบที่ฝังเป็นนิสัย เพราะสภาพจิตใจอ่อนแอ
12. ขาดการควบคุมอารมณ์และจิตใจจนทำให้เสียงาน
13. ปรารถนาในสิ่งที่ไร้ประโยชน์หรือมีนิสัยชอบพนัน
14. ล้มเหลวในการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดฉับพลัน และไม่ยืนหยัดตามหนทางที่ตนเลือก
15. มีความกลัวในบรรดาความกลัวพื้นฐานทั้ง 7 ประการ

 

16. เลือกคู่ครองผิดในการแต่งงานจนนำพาไปสู่ห้วงทุกข์
17. ระมัดระวังเกินไปในความสัมพันธ์ทางด้านธุรกิจและด้านอาชีพ
18. ขาดความรอบคอบในทุกรูปแบบเพราะสำคัญผิด
19. เลือกการสมาคมที่ผิดพลาดในสายงานธุรกิจและอาชีพเพราะความประมาท
20. เลือกอาชีพผิดพลาดหรือขลาดเกินกว่าจะตัดสินใจ

 
21. ขาดความตั้งใจที่จะพยายามทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จภายในเวลาที่กำหนด
22. นิสัยในการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย โดยไม่มีการควบคุมงบประมาณรายรับรายจ่าย
23. ล้มเหลวในการวางแผน ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ที่สุด
24. ขาดความยับยั้งชั่งใจในการทำการใด ๆ
25. ปิดกั้นที่จะรับรู้หรืออคติ ที่จะรับฟังเรื่องศาสนา การเมือง และเศรษฐกิจ

 

26. ล้มเหลวในการร่วมมือกับผู้อื่นด้วยจิตใจปรองดอง
27. ครอบครองอำนาจหรือความร่ำรวยโดยไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของศีลธรรมหรือได้มาโดยไม่ชอบธรรม
28. ขาดจิตใจแห่งความซื่อสัตย์ต่อคนที่ควรซื่อสัตย์
29. ทิฐิและเชื่อมั่นในตัวตน โดยไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของจิตใจ
30. คิดและวางแผนโดยปราศจากข้อมูลขั้นต้นที่จำเป็น

31. ไม่เต็มใจทำงานนอกเหนือความรับผิดชอบ

 
Leave a comment

Posted by บน มีนาคม 2, 2009 in Philosophy

 

9 คำถามที่จะช่วยให้ชีวิต การทำงานดีขึ้น

 9 ข้อต่อจากนี้ คือ สิ่งที่คุณควร (กล้า) ถามหัวหน้างานเพื่อให้โอกาสในการทำงานของคุณเปิดกว้างและขับเคลื่อนไปได้โดยสะดวก แต่แนะนำว่าอย่าถามคำถามทั้ง 9 ข้อในเวลาเดียวกัน (เพราะเจ้านายอาจไม่มีเวลาตอบได้หมด)

1. เจ้านายวัดความสำเร็จของการทำงานจากอะไรและอย่างไร 
         บ่อยครั้งที่พนักงานหรือลูกน้องหลงลืมไปว่า ผลงานของตัวเองจะถูกประเมินหรือวัดความสำเร็จจากอะไร ทางที่ดีควรเตือนตัวเองเป็นระยะ รวมถึงไม่รีรอที่จะถามเจ้านาย เพื่อคุณจะได้จัดลำดับความสำคัญของงานแต่ละชิ้น ตลอดจนเลือกวิธีการทำงานให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดที่จะทำต่อไปได้อย่างถูกต้อง

 2. ถ้าอยากจะก้าวหน้าในหน้าที่การงาน คุณต้องพัฒนาขอบข่ายงานส่วนไหนบ้าง 
         เพราะคงปฎิเสธไม่ได้ว่าเจ้านายหรือหัวหน้างานเป็นผู้กำอนาคตส่วนหนึ่งของคุณอยู่ คุณควรทำความเข้าใจกับเจ้านายให้ชัดเจนว่าเป้าหมายที่เจ้านายคาดหวัง ขณะเดียวกันถ้าคุณมีเป้าหมายของตนเองก็ควรนำมาปรึกษาคุณคืออะไร เจ้านายคงพอจะให้คำตอบแก่คุณได้ว่าขอบข่ายการทำงานในส่วนใดบ้าง ที่จะทำให้คุณไปถึงฝั่งฝัน

3. เจ้านายพอใจหรือต้องการให้คุณแก้ไขการทำงานอย่างไรบ้าง  
         อย่ากังวลกับจุดด้อยของตัวเองจนเกินไป หันมามองจุดแข็งที่คุณมีแล้วพยายามทำให้เป็นจุดเด่น จนกลบข้อด้อยไปเลยก็ยิ่งดี บางทีเจ้านายอาจมีมุมมองและความคิดเห็นที่แตกต่างจากคุณก็ได้ อีกอย่างคำถามข้อนี้ยังเป็นโอกาสดีที่จะแสดงให้เจ้านายของคุณเห็นว่า คุณมีความตั้งใจมุ่งมั่นในการทำงานขนาดไหน

4. มีการประเมินผลงานของพนักงาน (เช่นคุณ) บ่อยครั้งแค่ไหน และใครเป็นคนประเมิน 
         คำถามที่ดูแสนจะธรรมดาแต่สำคัญนักเชียว เพราะคำตอบจะทำให้คุณเห็นภาพว่ากลวิธีไหนที่สำคัญสุดในการทำโปรเจคท์งานแต่ละอย่าง รวมถึงสามารถวางเป้าหมายการทำงานเพื่อให้สอดคล้องกับระยะเวลาในการประเมินงานของผู้ประเมิน ให้คุณทำงานในแต่ละวันได้อย่างสมดุลและคุ้มค่าเหนื่อยด้วย

5. ปัจจัยที่จะทำให้คุณมีโอกาสก้าวหน้าในบริษัทนี้ ประกอบด้วยอะไรบ้าง 
         เมื่อทำงานไปได้สัก 2-3 ปี การกลับมาตั้งคำถามนี้อีกครั้งกับเจ้านายนั้นถือเป็นเรื่องดี เพราะเมื่อเวลาผ่านไป โครงสร้างของบริษัทอาจมีการเปลี่ยนแปลง คุณก็ควรจะปรับแผนการทำงานให้สอดคล้องกับนโยบายมากขึ้น

6. ย้อนถามตัวเองว่าเข้าใจงานที่ทำถูกต้องแล้วหรือไม่    
         โดยเฉพาะเวลาทำงานที่ต้องประสานงานกับหลายๆ ฝ่าย ควรมั่นใจว่าคุณเข้าใจโปรเจคต์นั้นๆ อย่างถ่องแท้ รวมถึงควรเช็คความเข้าใจในเรื่องนี้กับเจ้านายด้วย แต่มีข้อควรระวังอยู่เหมือนกันว่า : อย่าใช้คำถามเชิงลบเช่น “ผม/ดิฉันไม่เข้าใจเรื่องนี้” หรือ “ผม/ดิฉันคิดว่าวิธีการทำงานส่วนนี้ยังไม่ชัดเจน” ฯลฯ ควรใช้ความอดทนอดกลั้นกับคำถามนี้ เพราะอาจทำให้เจ้านายรู้สึกว่าคุณกำลังต่อว่าวิธีมอบหมายงานให้ลูกน้องของเขา ทางที่ดีควรถามไปในทำนองว่า “ที่ดิฉัน/ผมทำมานี้ถูกต้องตามที่เจ้านายต้องการหรือไม่” หรือ “เจ้านายอยากให้เพิ่มเติมอะไรอีกหรือเปล่า” จะดีกว่า

7. เจ้านายต้องการให้คุณช่วยเรื่องใดหรือไม่ 
         แม้ว่าบางครั้งคุณอาจช่วยอะไรไม่ได้เลย แต่เจ้านายจะระลึกถึงความเป็นคนมีน้ำใจของคุณไว้เสมอ เพราะตำแหน่งหัวหน้าอาจทำให้เจ้านายต้องโดดเดี่ยวและไม่ยอมสุงสิงกับลูกน้องง่ายๆ เพื่อป้องกันเสียงครหาว่าลำเอียง ฉะนั้นเมื่อใดที่คุณถามคำถามนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าคุณอาจเป็นคนแรกๆ ที่เจ้านายจะนึกถึง ข้อควรระวังคือ อย่าถามพร่ำเพรื่อจนเกินงาม มิฉะนั้นคุณอาจโดนเพ่งเล็งว่ากำลังเลียขาเก้าอี้เจ้านายได้

8. สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือ …  
         พนักงานบางคนไม่กล้าถามคำถามนี้ เพราะอาจทำให้ดูเหมือนไม่รู้วิธีจัดลำดับความสำคัญของงานที่จะทำก่อนหลัง แต่ในทางตรงข้าม นี่เป็นคำถามที่จะสะท้อนถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบต่องานของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่คุณมีงานอยู่ในมือหลายโปรเจคท์และหัวหน้างานยังคิดจะมอบหมายงานอีกชิ้นให้คุณ แต่เชื่อเถอะว่าเจ้านายยินดีจะฟังเสียงสะท้อนจากลูกน้อง เพื่อให้งานลื่นไหลและประสบผลสำเร็จโดยเร็วที่สุด

 9. ผม/ดิฉันของเสนอตัวรับงานนี้จะได้ไหม  
         บางครั้งเจ้านายก็มีตารางงานที่วุ่นวายจนลืมนึกถึงเรื่องของลูกน้อง ฉะนั้นอนาคตจึงเป็นสิ่งที่คุณต้องไขว่คว้าด้วยตัวเอง ทั้งการมองหางานใหม่ๆ ที่จะเสริมทักษะด้านต่างๆ ที่คุณยังขาดอยู่ การเสนอตัวช่วยงานเจ้านาย ก็เป็นอีกวิธีที่จะเพิ่มประสบการณ์ให้กับตัวคุณเองได้เร็วและดีที่สุด

 
Leave a comment

Posted by บน มิถุนายน 25, 2008 in Philosophy

 
 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.