Archive for มิถุนายน, 2008

วิธีการเปลี่ยน File System จาก FAT32 เป็น NTFS โดยไม่ต้อง Format

วิธีการเปลี่ยน File System จาก FAT32 เป็น NTFS โดยไม่ต้อง Format
ขั้นตอนการทำง่ายมากๆครับ

1. คลิ๊ก Start > Run
2. พิมพ์ cmd แล้วกด Enter
3. จากนั้นพิมพ์ CONVERT C: /FS:NTFS
4. จากนั้นจะห้เราใส่ Volume Label ของไดร์ฟที่เราจะเปลียน (ดู Volume Lable ได้จาก พิมพ์ dir/w จากนั้นดูตรงคำว่า Volume in drive C is XXXXXXX เอาตรง XXXXXXX มาใส่ครับ) จากนั้นกด Enter
5. จากนั้นจะขึ้นมาถามให้เราตอบ y ครับ เป็นอันเสร็จ

- ตรง C: นั้นให้เราเลือกไดรฟ์ที่เราจะต้องการแปลงเป็น NTFS ครับ ในที่นี่ผมจะเปลี่ยนให้ไดรฟ์ C: ของผมเป็น

Add comment มิถุนายน 29, 2008

Windows Vista ไม่ได้ Activate ก็ใช้งานได้

 Windows Vista ที่เพิ่งใช้งานได้ เดือนเดียว พอเปิดเครื่องเข้าใช้งาน windows vista ก็ขึ้นหน้าจอ Windows Activation และบอกให้เรา Activate Windows Now เพื่อนของจุกบอกว่า หลังจากติดตั้งเสร็จ ก็ยังไม่ได้ activation เลย (ลืม crack ด้วย) พอถึงวันนี้ Vista ก็เลย expire ไม่สามารถ logon เข้าใช้งานได้ เมื่อ logon ไม่ได้ ก็แครก ไม่ได้ซิ เพื่อนผมก็เลยยกมาให้จุกช่วย

 หลังจากทดลองอยู่ประมาณ 5 นาที แล้ว จุกก็นึกออกว่า Internet Explorer (IE 7) ที่ติดอยู่กับ Windows Vista (และ windows เกือบทุก version) เราสามารถใช้มัน access เข้า local drive ของเครื่องได้ และหน้าจอ Activate Vista ก็มี 1 เมนูที่คลิกเข้าไปแล้วแสดง IE 7 ขึ้นมา นั่นคือ “Access your computer with reduced functionality” (คือเข้าไปใช้งานแต่ทำได้ไม่ครบทุกคุณสมบัติ) ด้วยเหตุนี้ เราก็สามารถเข้าไปใช้งาน windows vista ได้ตามปกติ โดยไม่ต้อง Activate ก็ได้ และทำให้เราสามารถ Crack ได้ด้วย

ถ้าใครเกิดปัญหา ลืม Activate Windows Vista, ลืมทำให้ Vista ใช้งานได้ ตลอดไปโดยอาศัยการ crack หรือวิธีใดๆก็ตามแต่ที่ทำให้ใช้งานเกิน 3o วัน ลองใช้วิธีนี้ดูนะครับ…

ขั้นตอนการเข้าใช้งาน Windows Vista Without Activate
หรือหลังจากที่ Activate (Trial) Expire

  1. ที่หน้าจอ Windows Activation คลิกที่ Access your computer with reduced functionality
  2. คลิก Allow ที่หน้าจอ Internet Explorer Security
  3. จะเข้าสู่หน้าจอ Internet Explorer ที่ช่อง Location พิมพ์ local drive เช่น C:\ หรือ D:\ หรือ E:\ หรือ drive ที่ต้องการ แล้วกด Enter เพื่อเข้าไปยัง drive นั้นๆ
  4. เข้าไป run โปรแกรมที่เราต้องการ หรือทำการ Manual Activate หรือจะแครกเพื่อใช้งานฟรีแบบไม่ต้องจ่ายตังค์ ก็สุดแต่เพื่อนๆครับ

Add comment มิถุนายน 28, 2008

Intel Atom ขุมพลังสำหรับ UMPC

เปิดตัวมาได้สักพักหนึ่งแล้วนะครับ สำหรับ Intel Atom CPU ตัวใหม่สำหรับตลาดอุปกรณ์พกพา รวมไปถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก และคอมพิวเตอร์ราคาประหยัด โดย CPU Atom ที่ออกมาในช่วงนี้มี codename ว่า Silverthorne ซึ่งจะใช้ชื่อในทางการค้าว่า Atom Z5xx ครับ

สำหรับ Intel Atom นั้น เป็น CPU ที่ได้รับการออกแบบใหม่ ให้มีขนาดเล็ก ใช้พลังงานน้อย และมีราคาถูก โดย CPU Atom ใน codename Silverthorne นั้น จะเน้นการทำตลาดในกลุ่มคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก (UMPC) ซึ่งในอีกไม่นานนี้ เราจะได้เห็นเหล่า UMPC ที่ใช้ Atom ออกมาทำตลาดในบ้านเราแน่นอน

Intel Atom Z5xx Series นั้นจะมีความเร็วทั้งแต่ 800MHz จนถึง 1.86GHz มี FSB ในช่วง 400 – 533MT/s โดยในรุ่นต่ำสุดนั้นกินไฟเพียงแค่ 0.6 Watt เท่านั้น

สำหรับอีก codename หรือในชื่อ Diamondville ที่จะออกมาทำตลาดในกลุ่มคอมพิวเตอร์ desktop และ notebook ราคาถูก คงจะตามออกมาในอนาคตข้างหน้านี้ครับ

Add comment มิถุนายน 26, 2008

Atom VS Core 2 Duo อันไหนเหมาะกับเรา

หลังจากการเปิดตัวของ Intel Atom CPU ตัวใหม่ (ข่าวเก่า) ทำให้ UMPC หรือเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก เป็นที่นิยมติดตลาดมากขึ้น และเกาะกลุ่มราคาในระดับที่ใกล้เคียงกับกลุ่ม Notebook ระดับราคาประหยัด จึงทำให้เป็นที่สงสัยสำหรับหลายๆ คนว่า Atom ที่พึ่งออกมาใหม่ กับ Core 2 Duo ตัวเดิมๆ ที่ใช้กันอยู่ เราจะเลือกใช้ตัวใดกัน ? ในวันนี้เราจะมาอธิบายถึงที่มาที่ไปของ Atom รวมไปถึงผลการทดสอบ เพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจของท่านทั้งหลายครับ

ทำไมจึงต้องมี Atom ? : แต่เดิม ผู้ผลิต CPU มุ่งหน้าจะแข่งขันในด้านประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งเป็นเหตุให้ความซับซ้อนต่างๆ ภายในตัว CPU เพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ เมื่อความซับซ้อนสูงขึ้น ถึงแม้ว่ากระบวนการผลิตจะเล็กลงเรื่อยๆ แต่ราคาทุนของ CPU นั้นยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับโครงการ One Laptop Per Child (OLPC) ที่ต้องการให้มีเครื่องคอมพิวเตอร์ราคาถูกๆ สำหรับเด็กๆ จึงทำให้ Intel ได้ออกแบบ CPU ที่มีโครงสร้างไม่ซับซ้อนมากนัก ราคาประหยัด และใช้พลังงานน้อย แต่ยังคงประสิทธิภาพที่เพียงพอกับการใช้งานในปัจจุบัน

Atom พัฒนามาจากอะไร ? : Atom นั้นถูกพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด ไม่ได้พัฒนาต่อจาก CPU ที่ทำตลาดในปัจจุบัน ทีมพัฒนานั้นเริ่มจากโครงสร้างที่ Simple มากที่สุด โดยมุ่งเน้นในด้านประหยัดพลังงาน มากกว่าประสิทธิภาพ แต่อย่างไรก็ตาม Atom นั้นจำเป็นจะต้องมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะทำงานในปัจจุบันได้ จึงได้มีการเลือกนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เหมาะสมใส่ลงไปใน Atom เช่น กระบวนการผลิตระดับ 45nm, FSB ในแบบ Pentium 4 – Core 2 Duo, ชุดคำสั่ง SSE3, SSSE3 เป็นต้น

ประสิทธิภาพของ Atom ดีแค่ไหน ? : จากผลการทดสอบของ Anandtech พบว่า Atom Z530 (ความเร็ว 1.6GHz) มีประสิทธิภาพในการทำงานสูสี ดีกว่าพอสมควร เมื่อเทียบกับ Pentium M Dothan (ซึ่งเป็น Pentium M ตัวแรกสุด) ที่ความเร็ว 800MHz แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีประสิทธิภาพแย่กว่า Celeron 420 1.6GHz (ซึ่งเป็น CPU Desktop ตัวล่างสุดในปัจจุบัน) อยู่มากพอสมควร จึงสามารถสรุปได้ว่า Atom นั้นมีประสิทธิภาพเป็นรองทางด้าน Core 2 Duo มากแน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม ในระบบที่ใช้ทดสอบนั้น Atom ใช้พลังงานรวมอยู่ที่ 19W ในขณะที่ Celeron ใช้ถึง 70W ทีเดียว

อันไหนเหมาะกับเรา ? : คำถามนี้ คำตอบคงจะอยู่ที่แต่ละคน ว่ามีการใช้งานในรูปแบบไหนมากกว่ากัน ถ้าเน้นในด้านประสิทธิภาพ คงจะต้องเลือก Core 2 Duo แต่ถ้าเลือกทางด้านการพกพา หรือทางด้านราคา Atom ก็เป็นทางเลือกที่ดีทางเลือกหนึ่ง เพราะถึงแม้ประสิทธิภาพดูจะสู้ Core 2 ไม่ได้ แต่มันก็เพียงพอแล้วกับการใช้งานพวกเล่นอินเตอร์เน็ต ฟังเพลง พิมพ์งานเล็กๆ น้อยๆ ครับ

Add comment มิถุนายน 26, 2008

โรคห้ามใจไม่ได้ เคยเป็นไหม?

  เคยเป็นบ้างไหม ที่ต้องทำอะไรบางอย่างเพราะบังคับใจตัวเองไม่ได้ ก็รู้อยู่ว่าไม่ควรทำ แต่ก็ทำซ้ำๆ มีความต้องการที่จะทำซ้ำๆ เมื่อทำแล้วก็เสียใจบอกว่าจะไม่ทำอีก แต่ก็ยังทำต่อไป วัยรุ่นบางคนบอกว่าบังคับใจไม่ให้รักเธอไม่ได้ ก็จะหัวปักหัวปำรักเธอต่อไป แม้ว่าเธอจะไม่รักเขา แต่เขาก็ยังรักเธอ ยังไปยืนรอหรือดักรอ ถึงแม้จะถูกว่าให้อายก็ยังทำ ก็เข้าข่ายทำไปเพราะบังคับใจไม่ได้

          ผู้ใหญ่บางคนบอกว่าจะไม่ออกไปเที่ยวกลางคืน พอตกกลางคืนก็จะต้องออกไปเที่ยวทุกที แม้จะไม่มีเงินทองใช้จ่าย ก็ขอออกไปเดินดู ในสถานที่เที่ยวกลางคืน ที่เคยไปเที่ยวก็ยังดี ก็เข้าข่ายทำไปเพราะบังคับใจไม่ได้เช่นกัน คนบางคนเจ้าระเบียบมาก ต้องการเป็นคนสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) ย้ำคิดย้ำทำ ขาดการแสดงออกที่อบอุ่นต่อคนอื่น มักจะสนใจใน รายละเอียดของคนอื่น หรือสนใจกฎเกณฑ์กติกาเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ใช่ปัญหาสำคัญ ต้องการให้คนอื่นทำตามเขาโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของคนอื่น พวกนี้จะอุทิศตนให้งานและผลงานของการทำงาน โดยไม่คำนึงถึงความสุขหรือคุณค่าของมนุษยสัมพันธ์กับคนอื่น ส่วนใหญ่มักตัดสินใจ ไม่ค่อยได้หรือตัดสินใจช้า เพราะกลัวการตัดสินใจผิด เจ้าตัวก็ทุกข์ คนข้างๆ ตัวก็รำคาญ นี่ก็เข้าข่ายทำไปเพราะบังคับไม่ได้เช่นกัน

          ความต้องการที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งซ้ำๆ โดยบังคับใจไม่ได้นั้น ทางจิตเวชเรียกว่าเป็นพฤติกรรมย้ำทำ(Compulsion) เชื่อกันว่ามีรากฐานมาจากการพัฒนา ตั้งแต่วัยเด็กที่ไม่เหมาะสม กล่าวคือ ในช่วงเด็กอายุ 2-3 ขวบนั้น เด็กจะมีความพอใจอยู่ที่ทวารหนัก เขาจะรู้สึกว่าตัวเองมีค่า ที่สามารถครอบครองอุจจาระได้ จะถ่ายก็ได้หรือจะกลั้นไม่ให้ถ่ายก็ได้ เป็นการแสดงความเป็นตัวของตัวเองได้ การกลั้นอุจจาระไว้เป็นการแสดงความก้าวร้าวชนิดหนึ่ง เพราะสามารถทำให้พ่อแม่ผิดหวังได้ วัยนี้เรียกว่าเป็น Anal Period เด็กจะรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของอุจจาระ เป็นความรู้สึกครอบครองสิ่งของครั้งแรก และเขาจะรู้สึกอยากเป็นเจ้าของอื่นๆ อีกด้วย

         เช่น ของเล่น ถ้าความต้องการของเด็กถูกขัดขวาง เขาจะมีความคับข้องใจ (Frustration) เด็กวัยนี้ชอบการละเลงอุจจาระเล่นด้วย ถ้าพ่อแม่หรือพี่เลี้ยงดุว่าเพราะรำคาญ หรือห้ามไม่ให้เล่นหรือทำโทษ เขาจะรู้สึกไม่พอใจ เกิดเป็นความคับข้องใจ อาจจะกลั้นอุจจาระบ่อยๆ หรือเกิดเป็นบุคลิกภาพที่ไม่ดีตามมา ที่เรียกว่าเป็น Anal Character เช่น เป็นคนหวงแหน เห็นแก่ได้ ขี้อาย ก้าวร้าว สกปรก เจ้าระเบียบ ใฝ่สมบูรณ์หรือมีความผิดปกติทางอารมณ์ต่อไป

          พวกที่มีลักษณะความคับข้องใจจากการใช้ก้น (Anal Frustration) นี้ จะมีลักษณะบังคับใจตัวเองไม่ค่อยได้ ต้องทำอะไรบางอย่างซ้ำๆ เพราะบังคับใจตัวเองไม่ได้ บางกิจกรรมเป็นความทุกข์มากๆ

โรค ต้องทำ…เพราะห้ามใจไม่ได้ บางอย่างเป็นความผิดปกติมากๆ เช่น

บางคนมีความต้องการจะดื่มสุราตลอดเวลา (Dipsomania) หักห้ามใจตัวเองไม่ได้กลายเป็นโรคพิษสุราเรื้อรังความหมกมุ่นกับเรื่องของตัวเองอย่างผิดปกติ (Egomania) ย้ำคิดแต่เรื่องของตัวเอง ไม่สามารถเปลี่ยนแนวคิดไปสู่คนอื่นหรือธรรมชาติรอบๆ ตัวได้ พูดซ้ำๆ แต่เรื่องของตัวเองเป็นที่น่าเบื่อหน่าย รำคาญ แก่บุคคลรอบข้าง
หมกมุ่นกับเรื่องทางเพศอย่างมากผิดปกติ (Erotomania) วันหนึ่งๆ มีแต่เรื่องเพศ ทั้งความคิด ความรู้สึกและพฤติกรรม เสียเวลามากและไม่สร้างสรรค์

          ความต้องการขโมยของโดยบังคับใจไม่ได้ (Kleptomania) ผมเคยมีคนมาปรึกษาว่า เขามักไปหยิบของตามห้างโดยบังคับใจไม่ได้ ทั้งๆ ที่เป็นคนมีเงินและเป็นลูกคนมีชื่อเสียง ซึ่งน่าเห็นใจมาก เป็นสิ่งผิดกฎหมายและถ้าถูกจับได้ก็เป็นเรื่องน่าอาย ความคิดว่าตัวเองเป็นคนใหญ่โต มีอำนาจ (Megalomania) ทั้งๆ ที่ความจริงเป็นคนธรรมดาสามัญ เข้าข่ายคุยโต คิดใหญ่โตเกินความเป็นจริงและคิดตลอดเวลา

          การหมกมุ่นอยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างผิดปกติ (Monomania) ความต้องการที่จะร่วมเพศบ่อยๆ อย่างห้ามใจไม่ได้ในหญิง (Nymphomania) ความต้องการนี้สูงมาก และเธอจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ร่วมเพศ เช่น ให้ท่า ฉกฉวยโอกาส พบได้แม้แต่ในผู้หญิงชั้นสูง ร่ำรวยหรือมีการศึกษาดี ความต้องการที่จะร่วมเพศโดยไม่สามารถยับยั้งได้ในชาย ก็เหมือนกับในเพศหญิงแลดูเป็นคนสำส่อน ห้ามใจไม่ได้ มักมากในเซ็กซ์ ไม่เคยหยุดและไม่เคยพอ

          การอยากดึงผมหรือถอนผมอย่างบังคับใจไม่ได้ (Trichotillomania) บางคนถอนจนผมแหว่งเป็นวงกลม ต้องใส่ผมปลอม แต่ก็ยังห้ามใจไม่ให้ถอนผมไม่ได้ ต้องมาปรึกษาแพทย์ การห้ามใจไม่ได้นี้เป็นเรื่องน่าเห็นใจมาก และทรมานใจตัวเองที่ไม่สามารถห้ามใจได้ อาการก็มีตั้งแต่น้อยๆ จนถึงมากๆ ซึ่งเข้าข่ายเป็นความเจ็บป่วยทางจิต บางอย่างก็ผิดกฎหมาย บางอย่างก็น่าอับอาย วิธีการรักษาและช่วยเหลือ ก็มีหลายวิธี ส่วนใหญ่จะใช้วิธีวิเคราะห์ทางจิตร่วมกับการใช้ยาช่วย และแนะนำให้มีวิธีระบายความก้าวร้าว หรือความย้ำทำอย่างเหมาะสม

          ลองพิจารณาตัวเองซิว่ามีอะไรที่ย้ำทำบ้างไหม หรือมีสิ่งใดที่ต้องทำโดยไม่สามารถห้ามใจตัวเองได้บ้างไหม ถ้าเลิกไม่ได้และเป็นอันตราย แก่ตัวเอง หรือน่าอับอาย ก็คงต้องปรึกษาจิตแพทย์แล้วละครับ กรณีที่เข้ามาปรึกษาที่คลินิกบ่อยๆ ก็ได้แก่พวกที่ ถอนผมตัวเองบ่อยๆ ชนิดห้ามใจไม่ได้หยิบ หรือขโมยของตามห้างแบบห้ามใจไม่ได้ ส่วนใหญ่บุคคลเหล่านี้มักจะมีฐานะดี ครอบครัวดี มีการศึกษา แต่จากการที่มีพ่อแม่เจ้าระเบียบมาก ชอบสั่งสอน ชอบตักเตือน หรือดุว่าลงโทษบ่อยๆ ตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้เด็กมีความกลัวการทำผิด ขาดความสุขในการดำเนินชีวิต

          วิธีที่จะหนีจากความรู้สึกไม่เป็นสุขในชีวิต จึงเป็นวิธีที่เขาพัฒนาขึ้นมาอย่างผิดๆ พวกที่ถอนผมเป็นประจำรู้สึกว่า ได้ลงโทษตัวเองและพ่อแม่ไปด้วย เพราะตัวเองก็จะไม่สวยและพ่อแม่ก็ต้องอับอาย พวกที่ขโมยของตามห้าง ก็เหมือนกับการทำผิดเพื่อให้พ่อแม่อาย และตัวเองอาจจถูกลงโทษตามกฎหมายด้วย เป็นเรื่องไม่ดีทั้งนั้น ซึ่งก็รู้ว่าไม่ควรทำ มันไม่ถูกต้อง มันผิด แต่ในจิตใต้สำนึกจะต้องการถูกลงโทษ แม้ว่าจิตสำนึกจะรู้ตัวว่าการกระทำสิ่งนั้นเป็นความไม่เหมาะสม และรู้ว่าไม่ชอบการถูกลงโทษก็ตามที

          อาการย้ำทำเพราะห้ามใจไม่ได้นี้ คนภายนอกจะมองว่าน่าเปลี่ยนแปลงได้ง่ายหรือช่วยเหลือรักษาได้ง่ายๆ แต่ไม่เป็นเช่นนั้นหรอก เพราะกลไกในการมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนี้ มีรากฐานมาจากการพัฒนาตั้งแต่วัยเด็กโดยเขาไม่รู้ตัว และสะสมเอาไว้นานมาก การอบรมเลี้ยงดูลูกจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้ลูกเติบโต สามารถพัฒนาจิตใจและพฤติกรรมได้อย่างเหมาะสม แต่ก็มีพ่อแม่ให้ความสนใจกันน้อยมาก ส่วนใหญ่จะนึกถึงการพัฒนา ทางฝ่ายกาย หรือเชื่อเรื่องดวงชะตาของเด็กจากการทำนายทายทัก ในสังคมเราจะเห็นผู้คนที่มีร่างกายสมบูรณ์ แต่เชื่อถือในสิ่งที่ลี้ลับกันมากขึ้น และมีจิตใจที่พัฒนาไม่เหมาะสมมากขึ้น ความเจ็บป่วยทางจิตใจหรือทางจิตเวชจะมีมากขึ้นๆ คนยิ่งอายยิ่งไม่กล้าไปปรึกษาผู้รู้ ก็จะสะสมความเจ็บป่วยเอาไว้มากขึ้นๆ ขนาดคนดีๆ หลายๆ คน เตรียมไปอยู่โลกอื่นกันแล้ว เพราะเชื่อคำทำนายทายทักที่แปลกๆ

          สังคมของคนคิดแปลกๆ และทำอะไรแปลกๆ จะมีมากขึ้นคอยดูซิ

Add comment มิถุนายน 25, 2008

9 คำถามที่จะช่วยให้ชีวิต การทำงานดีขึ้น

 9 ข้อต่อจากนี้ คือ สิ่งที่คุณควร (กล้า) ถามหัวหน้างานเพื่อให้โอกาสในการทำงานของคุณเปิดกว้างและขับเคลื่อนไปได้โดยสะดวก แต่แนะนำว่าอย่าถามคำถามทั้ง 9 ข้อในเวลาเดียวกัน (เพราะเจ้านายอาจไม่มีเวลาตอบได้หมด)

1. เจ้านายวัดความสำเร็จของการทำงานจากอะไรและอย่างไร 
         บ่อยครั้งที่พนักงานหรือลูกน้องหลงลืมไปว่า ผลงานของตัวเองจะถูกประเมินหรือวัดความสำเร็จจากอะไร ทางที่ดีควรเตือนตัวเองเป็นระยะ รวมถึงไม่รีรอที่จะถามเจ้านาย เพื่อคุณจะได้จัดลำดับความสำคัญของงานแต่ละชิ้น ตลอดจนเลือกวิธีการทำงานให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดที่จะทำต่อไปได้อย่างถูกต้อง

 2. ถ้าอยากจะก้าวหน้าในหน้าที่การงาน คุณต้องพัฒนาขอบข่ายงานส่วนไหนบ้าง 
         เพราะคงปฎิเสธไม่ได้ว่าเจ้านายหรือหัวหน้างานเป็นผู้กำอนาคตส่วนหนึ่งของคุณอยู่ คุณควรทำความเข้าใจกับเจ้านายให้ชัดเจนว่าเป้าหมายที่เจ้านายคาดหวัง ขณะเดียวกันถ้าคุณมีเป้าหมายของตนเองก็ควรนำมาปรึกษาคุณคืออะไร เจ้านายคงพอจะให้คำตอบแก่คุณได้ว่าขอบข่ายการทำงานในส่วนใดบ้าง ที่จะทำให้คุณไปถึงฝั่งฝัน

3. เจ้านายพอใจหรือต้องการให้คุณแก้ไขการทำงานอย่างไรบ้าง  
         อย่ากังวลกับจุดด้อยของตัวเองจนเกินไป หันมามองจุดแข็งที่คุณมีแล้วพยายามทำให้เป็นจุดเด่น จนกลบข้อด้อยไปเลยก็ยิ่งดี บางทีเจ้านายอาจมีมุมมองและความคิดเห็นที่แตกต่างจากคุณก็ได้ อีกอย่างคำถามข้อนี้ยังเป็นโอกาสดีที่จะแสดงให้เจ้านายของคุณเห็นว่า คุณมีความตั้งใจมุ่งมั่นในการทำงานขนาดไหน

4. มีการประเมินผลงานของพนักงาน (เช่นคุณ) บ่อยครั้งแค่ไหน และใครเป็นคนประเมิน 
         คำถามที่ดูแสนจะธรรมดาแต่สำคัญนักเชียว เพราะคำตอบจะทำให้คุณเห็นภาพว่ากลวิธีไหนที่สำคัญสุดในการทำโปรเจคท์งานแต่ละอย่าง รวมถึงสามารถวางเป้าหมายการทำงานเพื่อให้สอดคล้องกับระยะเวลาในการประเมินงานของผู้ประเมิน ให้คุณทำงานในแต่ละวันได้อย่างสมดุลและคุ้มค่าเหนื่อยด้วย

5. ปัจจัยที่จะทำให้คุณมีโอกาสก้าวหน้าในบริษัทนี้ ประกอบด้วยอะไรบ้าง 
         เมื่อทำงานไปได้สัก 2-3 ปี การกลับมาตั้งคำถามนี้อีกครั้งกับเจ้านายนั้นถือเป็นเรื่องดี เพราะเมื่อเวลาผ่านไป โครงสร้างของบริษัทอาจมีการเปลี่ยนแปลง คุณก็ควรจะปรับแผนการทำงานให้สอดคล้องกับนโยบายมากขึ้น

6. ย้อนถามตัวเองว่าเข้าใจงานที่ทำถูกต้องแล้วหรือไม่    
         โดยเฉพาะเวลาทำงานที่ต้องประสานงานกับหลายๆ ฝ่าย ควรมั่นใจว่าคุณเข้าใจโปรเจคต์นั้นๆ อย่างถ่องแท้ รวมถึงควรเช็คความเข้าใจในเรื่องนี้กับเจ้านายด้วย แต่มีข้อควรระวังอยู่เหมือนกันว่า : อย่าใช้คำถามเชิงลบเช่น “ผม/ดิฉันไม่เข้าใจเรื่องนี้” หรือ “ผม/ดิฉันคิดว่าวิธีการทำงานส่วนนี้ยังไม่ชัดเจน” ฯลฯ ควรใช้ความอดทนอดกลั้นกับคำถามนี้ เพราะอาจทำให้เจ้านายรู้สึกว่าคุณกำลังต่อว่าวิธีมอบหมายงานให้ลูกน้องของเขา ทางที่ดีควรถามไปในทำนองว่า “ที่ดิฉัน/ผมทำมานี้ถูกต้องตามที่เจ้านายต้องการหรือไม่” หรือ “เจ้านายอยากให้เพิ่มเติมอะไรอีกหรือเปล่า” จะดีกว่า

7. เจ้านายต้องการให้คุณช่วยเรื่องใดหรือไม่ 
         แม้ว่าบางครั้งคุณอาจช่วยอะไรไม่ได้เลย แต่เจ้านายจะระลึกถึงความเป็นคนมีน้ำใจของคุณไว้เสมอ เพราะตำแหน่งหัวหน้าอาจทำให้เจ้านายต้องโดดเดี่ยวและไม่ยอมสุงสิงกับลูกน้องง่ายๆ เพื่อป้องกันเสียงครหาว่าลำเอียง ฉะนั้นเมื่อใดที่คุณถามคำถามนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าคุณอาจเป็นคนแรกๆ ที่เจ้านายจะนึกถึง ข้อควรระวังคือ อย่าถามพร่ำเพรื่อจนเกินงาม มิฉะนั้นคุณอาจโดนเพ่งเล็งว่ากำลังเลียขาเก้าอี้เจ้านายได้

8. สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือ …  
         พนักงานบางคนไม่กล้าถามคำถามนี้ เพราะอาจทำให้ดูเหมือนไม่รู้วิธีจัดลำดับความสำคัญของงานที่จะทำก่อนหลัง แต่ในทางตรงข้าม นี่เป็นคำถามที่จะสะท้อนถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบต่องานของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่คุณมีงานอยู่ในมือหลายโปรเจคท์และหัวหน้างานยังคิดจะมอบหมายงานอีกชิ้นให้คุณ แต่เชื่อเถอะว่าเจ้านายยินดีจะฟังเสียงสะท้อนจากลูกน้อง เพื่อให้งานลื่นไหลและประสบผลสำเร็จโดยเร็วที่สุด

 9. ผม/ดิฉันของเสนอตัวรับงานนี้จะได้ไหม  
         บางครั้งเจ้านายก็มีตารางงานที่วุ่นวายจนลืมนึกถึงเรื่องของลูกน้อง ฉะนั้นอนาคตจึงเป็นสิ่งที่คุณต้องไขว่คว้าด้วยตัวเอง ทั้งการมองหางานใหม่ๆ ที่จะเสริมทักษะด้านต่างๆ ที่คุณยังขาดอยู่ การเสนอตัวช่วยงานเจ้านาย ก็เป็นอีกวิธีที่จะเพิ่มประสบการณ์ให้กับตัวคุณเองได้เร็วและดีที่สุด

Add comment มิถุนายน 25, 2008

TCP/IP (Transmitsion Control Protocol/Internet Protocol)

TCP/IP (Transmitsion Control Protocol/Internet Protocol) เป็นชุดของโปรโตคอลที่ถูกใช้ในการสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สามารถใช้สื่อสารจากต้นทางข้ามเครือข่ายไปยังปลายทางได้ และสามารถหาเส้นทางที่จะส่งข้อมูลไปได้เองโดยอัตโนมัติ ถึงแม้ว่าในระหว่างทางอาจจะผ่านเครือข่ายที่มีปัญหา โปรโตคอลก็ยังคงหาเส้นทางอื่นในการส่งผ่านข้อมูลไปให้ถึงปลายทางได้

ชุดโปรโตคอลนี้ได้รับการพัฒนามาตั้งแต่ปี 1960 ซึ่งถูกใช้เป็นครั้งแรกในเครือข่าย ARPANET ซึ่งต่อมาได้ขยายการเชื่อมต่อไปทั่วโลกเป็นเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ทำให้ TCP/IP เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางจนถึงปัจจุบัน

TCP/IP Protocol

TCP/IP มีจุดประสงค์ของการสื่อสารตามมาตรฐาน สามประการคือ

  1. เพื่อใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างระบบที่มีความแตกต่างกัน
  2. ความสามารถในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบเครือข่าย เช่นในกรณีที่ผู้ส่งและผู้รับยังคงมีการติดต่อกันอยู่ แต่โหนดกลางทีใช้เป็นผู้ช่วยรับ-ส่งเกิดเสียหายใช้การไม่ได้ หรือสายสื่อสารบางช่วงถูกตัดขาด กฎการสื่อสารนี้จะต้องสามารถจัดหาทางเลือกอื่นเพื่อทำให้การสื่อสารดำเนินต่อไปได้โดยอัตโนมัติ
  3. มีความคล่องตัวต่อการสื่อสารข้อมูลได้หลายชนิดทั้งแบบที่ไม่มีความเร่งด่วน เช่น การจัดส่งแฟ้มข้อมูล และแบบที่ต้องการรับประกันความเร่งด่วนของข้อมูล เช่น การสื่อสารแบบ real-time และทั้งการสื่อสารแบบเสียง (Voice) และข้อมูล (data)

Encapsulation/Demultiplexing
การส่งข้อมูลผ่านในแต่ละเลเยอร์ แต่ละเลเยอร์จะทำการประกอบข้อมูลที่ได้รับมา กับข้อมูลส่วนควบคุมซึ่งถูกนำมาไว้ในส่วนหัวของข้อมูลเรียกว่า Header ภายใน Header จะบรรจุข้อมูลที่สำคัญของโปรโตคอลที่ทำการ Encapsulate เมื่อผู้รับได้รับข้อมูล ก็จะเกิดกระบวนการทำงานย้อนกลับคือ โปรโตคอลเดียวกัน ทางฝั่งผู้รับก็จะได้รับข้อมูลส่วนที่เป็น Header ก่อนและนำไปประมวลและทราบว่าข้อมูลที่ตามมามีลักษณะอย่างไร ซึ่งกระบวนการย้อนกลับนี้เรียกว่า Demultiplexing

 

ข้อมูลที่ผ่านการ Encapsulate ในแต่ละเลเยอร์มีชื่อเรียกแตกต่างกัน ดังนี้

  • ข้อมูลที่มาจาก User หรือก็คือข้อมูลที่ User เป็นผู้ป้อนให้กับ Application เรียกว่า User Data
  • เมื่อแอพพลิเคชั่นได้รับข้อมูลจาก user ก็จะนำมาประกอบกับส่วนหัวของแอพพลิเคชั่น เรียกว่า Application Data และส่งต่อไปยังโปรโตคอล TCP
  • เมื่อโปรโตคอล TCP ได้รับ Application Data ก็จะนำมารวมกับ Header ของ โปรโตคอล TCP เรียกว่า TCP Segment และส่งต่อไปยังโปรโตคอล IP
  • เมื่อโปรโตคอล IP ได้รับ TCP Segment ก็จะนำมารวมกับ Header ของ โปรโตคอล IP เรียกว่า IP Datagram และส่งต่อไปยังเลเยอร์ Host-to-Network Layer
  • ในระดับ Host-to-Network จะนำ IP Datagram มาเพิ่มส่วน Error Correction และ flag เรียกว่า Ethernet Frame ก่อนจะแปลงข้อมูลเป็นสัญญาณไฟฟ้า ส่งผ่านสายสัญญาณที่เชื่อมโยงอยู่ต่อไป

ในแต่ละเลเยอร์ของโครงสร้าง TCP/IP สามารถอธิบายได้ดังนี้

รูปที่2 โครงสร้าง TCP/IP

1. ชั้นโฮสต์-เครือข่าย (Host-to-Network Layer)
โพรโตคอลสำหรับการควบคุมการสื่อสารในชั้นนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีการกำหนดรายละเอียดอย่างเป็นทางการ หน้าที่หลักคือการรับข้อมูลจากชั้นสื่อสาร IP มาแล้วส่งไปยังโหนดที่ระบุไว้ในเส้นทางเดินข้อมูลทางด้านผู้รับก็จะทำงานในทางกลับกัน คือรับข้อมูลจากสายสื่อสารแล้วนำส่งให้กับโปรแกรมในชั้นสื่อสาร

2. ชั้นสื่อสารอินเทอร์เน็ต (The Internet Layer)
ใช้ประเภทของระบบการสื่อสารที่เรียกว่า ระบบเครือข่ายแบบสลับช่องสื่อสารระดับแพ็กเก็ต (packet-switching network) ซึ่งเป็นการติดต่อแบบไม่ต่อเนื่อง (Connectionless) หลักการทำงานคือการปล่อยให้ข้อมูลขนาดเล็กที่เรียกว่า แพ็กเก็ต (Packet) สามารถไหลจากโหนดผู้ส่งไปตามโหนดต่างๆ ในระบบจนถึงจุดหมายปลายทางได้โดยอิสระ หากว่ามีการส่งแพ็กเก็ตออกมาเป็นชุดโดยมีจุดหมายปลายทางเดียวกันในระหว่างการเดินทางในเครือข่าย แพ็กเก็ตแต่ละตัวในชุดนี้ก็จะเป็นอิสระแก่กันและกัน ดังนั้น แพ็กเก็ตที่ส่งไปถึงปลายทางอาจจะไม่เป็นไปตามลำดับก็ได้

a. IP (Internet Protocol)
IP เป็นโปรโตคอลในระดับเน็ตเวิร์คเลเยอร์ ทำหน้าที่จัดการเกี่ยวกับแอดเดรสและข้อมูล และควบคุมการส่งข้อมูลบางอย่างที่ใช้ในการหาเส้นทางของแพ็กเก็ต ซึ่งกลไกในการหาเส้นทางของ IP จะมีความสามารถในการหาเส้นทางที่ดีที่สุด และสามารถเปลี่ยนแปลงเส้นทางได้ในระหว่างการส่งข้อมูล และมีระบบการแยกและประกอบดาต้าแกรม (datagram) เพื่อรองรับการส่งข้อมูลระดับ data link ที่มีขนาด MTU (Maximum Transmission Unit) ทีแตกต่างกัน ทำให้สามารถนำ IP ไปใช้บนโปรโตคอลอื่นได้หลากหลาย เช่น Ethernet ,Token Ring หรือ Apple Talk

การเชื่อมต่อของ IP เพื่อทำการส่งข้อมูล จะเป็นแบบ connectionless หรือเกิดเส้นทางการเชื่อมต่อในทุกๆครั้งของการส่งข้อมูล 1 ดาต้าแกรม โดยจะไม่ทราบถึงข้อมูลดาต้าแกรมที่ส่งก่อนหน้าหรือส่งตามมา แต่การส่งข้อมูลใน 1 ดาต้าแกรม อาจจะเกิดการส่งได้หลายครั้งในกรณีที่มีการแบ่งข้อมูลออกเป็นส่วนย่อยๆ (fragmentation) และถูกนำไปรวมเป็นดาต้าแกรมเดิมเมื่อถึงปลายทาง

รูปที่ 3 IP Header

 เฮดเดอร์ของ IP โดยปกติจะมีขนาด 20 bytes ยกเว้นในกรณีที่มีการเพิ่ม option บางอย่าง ฟิลด์ของเฮดเดอร์ IP จะมีความหมายดังนี้

  1. Version : หมายเลขเวอร์ชันของโปรโตคอล ที่ใช้งานในปัจจุบันคือ เวอร์ชัน 4 (IPv4) และเวอร์ชัน 6 (IPv6)
  2. Header Length : ความยาวของเฮดเดอร์ โดยทั่วไปถ้าไม่มีส่วน option จะมีค่าเป็น 5 (5*32 bit)
  3. Type of Service (TOS) : ใช้เป็นข้อมูลสำหรับเราเตอร์ในการตัดสินใจเลือกการเราต์ข้อมูลในแต่ละดาต้าแกรม แต่ในปัจจุบันไม่ได้มีการนำไปใช้งานแล้ว
  4. Length : ความยาวทั้งหมดเป็นจำนวนไบต์ของดาต้าแกรม ซึ่งด้วยขนาด 16 บิตของฟิลด์ จะหมายถึงความยาวสูงสุดของดาต้าแกรม คือ 65535 byte (64k) แต่ในการส่งข้อมูลจริง ข้อมูลจะถูกแยกเป็นส่วนๆตามขนาดของ MTU ที่กำหนดในลิงค์เลเยอร์ และนำมารวมกันอีกครั้งเมื่อส่งถึงปลายทาง แอพพลิเคชั่นส่วนใหญ่จะมีขนาดของดาต้าแกรมไม่เกิน 512 byte
  5. Identification : เป็นหมายเลขของดาต้าแกรมในกรณีที่มีการแยกดาต้าแกรมเมื่อข้อมูลส่งถึงปลายทางจะนำข้อมูลที่มี identification เดียวกันมารวมกัน
  6. Flag : ใช้ในกรณีที่มีการแยกดาต้าแกรม
  7. Fragment offset : ใช้ในการกำหนดตำแหน่งข้อมูลในดาต้าแกรมที่มีการแยกส่วน เพื่อให้สามารถนำกลับมาเรียงต่อกันได้อย่างถูกต้อง
  8. Time to live (TTL) : กำหนดจำนวนครั้งที่มากที่สุดที่ดาต้าแกรมจะถูกส่งระหว่าง hop (การส่งผ่านข้อมูลระหว่างเน็ตเวิร์ค) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการส่งข้อมูลโดยไม่สิ้นสุด โดยเมื่อข้อมูลถูกส่งไป 1 hop จะทำการลดค่า TTL ลง 1 เมื่อค่าของ TTL เป็น 0 และข้อมูลยังไม่ถึงปลายทาง ข้อมูลนั้นจะถูกยกเลิก และเราเตอร์สุดท้ายจะส่งข้อมูล ICMP แจ้งกลับมายังต้นทางว่าเกิด time out ในระหว่างการส่งข้อมูล
  9. Protocol : ระบุโปรโตคอลที่ส่งในดาต้าแกรม เช่น TCP ,UDP หรือ ICMP
  10. Header checksum : ใช้ในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในเฮดเดอร์
  11. Source IP address : หมายเลข IP ของผู้ส่งข้อมูล
  12. Destination IP address : หมายเลข IP ของผู้รับข้อมูล
  13. Data : ข้อมูลจากโปรโตคอลระดับบน

b. ICMP (Internet Control Message Protocol)
ICMP เป็นโปรโตคอลที่ใช้ในการตรวจสอบและรายงานสถานภาพของดาต้าแกรม (Datagram) ในกรณีที่เกิดปัญหากับดาต้าแกรม เช่น เราเตอร์ไม่สามารถส่งดาต้าแกรมไปถึงปลายทางได้ ICMP จะถูกส่งออกไปยังโฮสต้นทางเพื่อรายงานข้อผิดพลาด ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดี ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่า ICMP Message ที่ส่งไปจะถึงผู้รับจริงหรือไม่ หากมีการส่งดาต้าแกรมออกไปแล้วไม่มี ICMP Message ฟ้อง Error กลับมา ก็แปลความหมายได้สองกรณีคือ ข้อมูลถูกส่งไปถึงปลายทางอย่างเรียบร้อย หรืออาจจะมีปัญหา ในการสื่อสารทั้งการส่งดาต้าแกรม และ ICMP Message ที่ส่งกลับมาก็มีปัญหาระว่างทางก็ได้ ICMP จึงเป็นโปรโตคอลที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ (unreliable) ซึ่งจะเป็นหน้าที่ของ โปรโตคอลในระดับสูงกว่า Network Layer ในการจัดการให้การสื่อสารนั้นๆ มีความน่าเชื่อถือ

ในส่วนของ ICMP Message จะประกอบด้วย Type ขนาด 8 บิต Checksum ขนาด 16 บิต และส่วนของ Content ซึ่งจะมีขนาดแตกต่างกันไปตาม Type และ Code ดังรูป

รูปที่ 4 ICMP Header

3. ชั้นสื่อสารนำส่งข้อมูล (Transport Layer)
แบ่งเป็นโพรโตคอล 2 ชนิดตามลักษณะ ลักษณะแรกเรียกว่า Transmission Control Protocol (TCP) เป็นแบบที่มีการกำหนดช่วงการสื่อสารตลอดระยะเวลาการสื่อสาร (connection-oriented) ซึ่งจะยอมให้มีการส่งข้อมูลเป็นแบบ Byte stream ที่ไว้ใจได้โดยไม่มีข้อผิดพลาด ข้อมูลที่มีปริมาณมากจะถูกแบ่งออกเป็นส่วนเล็กๆ เรียกว่า message ซึ่งจะถูกส่งไปยังผู้รับผ่านทางชั้นสื่อสารของอินเทอร์เน็ต ทางฝ่ายผู้รับจะนำ message มาเรียงต่อกันตามลำดับเป็นข้อมูลตัวเดิม TCP ยังมีความสามารถในการควบคุมการไหลของข้อมูลเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ส่ง ส่งข้อมูลเร็วเกินกว่าที่ผู้รับจะทำงานได้ทันอีกด้วย

โปรโตคอลการนำส่งข้อมูลแบบที่สองเรียกว่า UDP (User Datagram Protocol) เป็นการติดต่อแบบไม่ต่อเนื่อง (connectionless) มีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลแต่จะไม่มีการแจ้งกลับไปยังผู้ส่ง จึงถือได้ว่าไม่มีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้มีข้อดีในด้านความรวดเร็วในการส่งข้อมูล จึงนิยมใช้ในระบบผู้ให้และผู้ใช้บริการ (client/server system) ซึ่งมีการสื่อสารแบบ ถาม/ตอบ (request/reply) นอกจากนั้นยังใช้ในการส่งข้อมูลประเภทภาพเคลื่อนไหวหรือการส่งเสียง (voice) ทางอินเทอร์เน็ต

a. UDP : (User Datagram Protocol)
เป็นโปรโตคอลที่อยู่ใน Transport Layer เมื่อเทียบกับโมเดล OSI โดยการส่งข้อมูลของ UDP นั้นจะเป็นการส่งครั้งละ 1 ชุดข้อมูล เรียกว่า UDP datagram ซึ่งจะไม่มีความสัมพันธ์กันระหว่างดาต้าแกรมและจะไม่มีกลไกการตรวจสอบความสำเร็จในการรับส่งข้อมูล

กลไกการตรวจสอบโดย checksum ของ UDP นั้นเพื่อเป็นการป้องกันข้อมูลที่อาจจะถูกแก้ไข หรือมีความผิดพลาดระหว่างการส่ง และหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ปลายทางจะได้รู้ว่ามีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น แต่มันจะเป็นการตรวจสอบเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น โดยในข้อกำหนดของ UDP หากพบว่า Checksum Error ก็ให้ผู้รับปลายทางทำการทิ้งข้อมูลนั้น แต่จะไม่มีการแจ้งกลับไปยังผู้ส่งแต่อย่างใด การรับส่งข้อมูลแต่ละครั้งหากเกิดข้อผิดพลาดในระดับ IP เช่น ส่งไม่ถึง, หมดเวลา ผู้ส่งจะได้รับ Error Message จากระดับ IP เป็น ICMP Error Message แต่เมื่อข้อมูลส่งถึงปลายทางถูกต้อง แต่เกิดข้อผิดพลาดในส่วนของ UDP เอง จะไม่มีการยืนยัน หรือแจ้งให้ผู้ส่งทราบแต่อย่างใด

รูปที่ 5 UDP Header

มีรายละเอียด ดังนี้

  • Source Port Number : หมายเลขพอร์ตต้นทางที่ส่งดาต้าแกรมนี้
  • Destination Port Number : หมายเลขพอร์ตปลายทางที่จะเป็นผู้รับดาต้าแกรม
  • UDP Length : ความยาวของดาต้าแกรม ทั้งส่วน Header และ data นั่นหมายความว่า ค่าที่น้อยที่สุดในฟิลด์นี้คือ 8 ซึ่งเป็นขนาดของ Header
  • Checksum : เป็นตัวตรวจสอบความถูกต้องของ UDP datagram และจะนำข้อมูลบางส่วนใน IP Header มาคำนวณด้วย

b. TCP : (Transmission Control Protocol)
อยู่ใน Transport Layer เช่นเดียวกับ UDP ทำหน้าที่จัดการและควบคุมการรับส่งข้อมูล ซึ่งมีความสามารถและรายละเอียดมากกว่า UDP โดยดาต้าแกรมของ TCP จะมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน และมีกลไกควบคุมการรับส่งข้อมูลให้มีความถูกต้อง (reliable) และมีการสื่อสารอย่างเป็นกระบวนการ (connection-oriented)

รูปที่ 6 TCP Header

Add comment มิถุนายน 25, 2008

P2P (Peer to Peer) คืออะไร

 

ในตอนนี้หลายๆคนคงได้ยินคำว่า “Bit”,”Torrent”,”P2P” ฯลฯ จากที่อื่นๆ และก็คงสงสัยว่า
ไอเจ้าพวกนี้มันคืออะไรทำงานอย่างไร และมันวิเศษวิโสอย่างไร ทำไมถึงมีการพูดถึงกันนักหนา
วันนี้เราจึงจะมาทำความรู้จักมันกันครับแต่ที่สำคัญก่อนอื่นเลยเราต้องมารู้จักกับคำว่า “P2P” กันก่อนครับ
P2P หรือเต็มๆ Peer to Peer อาจจะมีคำอื่นอีกเช่น People to People ,Point to Point ซึ่งมีความหายคล้ายคลึงกัน
Peer to Peer คือ …
- ระบบที่อนุญาติให้ผู้ใช้สามารถแลกเปลี่ยนไฟล์ระหว่างกันหรือใช้ทรัพยากรร่วมกันผ่านระบบเครือข่าย
- ระบบการสื่อสารจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งโดยตรง
- ฯลฯ
แต่เดิมนั้นเมื่อเราต้องการดาวน์โหลดไฟล์จากแม่ข่ายโดยใช้ FTP*,HTTP** นั้น
หากมีคนที่ต้องการไฟล์เดียวกับเรา 500 คนมาดาวน์โหลดบนแม่ข่ายเดียวกันพร้อมๆ กันโดยแต่ละคนมี Bandwidth คนละ 256kbps
ถ้าจะให้ทุกคนนั้นได้ความเร็วในการดาวน์โหลดสูงสุดตัวแม่ข่ายจะต้องมี Bandwidth เท่ากับ 256kbps * 500 (125mbit) เลยทีเดียว
ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่จะเปลือง Bandwidth เท่านั้น แต่ยังจะต้องใช้แม่ข่ายที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย
จากปัญหาดังกล่าวนี้เองทำให้โปรแกรมแชร์ไฟล์ P2P ถูกพัฒนาขึ้นมารองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นโดยใช้ทรัพยากรของแม่ข่ายให้น้อยลงนั้นเอง
ระบบ P2P นั้นถูกพัฒนาเพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนไฟล์ระหว่างกันโดยที่ไม่พึ่งแม่ข่ายในการแจกจ่ายไฟล์และทำให้สามารถหาไฟล์ที่ต้องการได้ง่ายขึ้น
*FTP = File Transfer Protocal
**HTTP = Hypertext Transfer Protocal

จากความหมายนี้เองทำให้เราเรียกโปรแกรมที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนไฟล์ระหว่างกันโดยไม่ได้ร้องขอไฟล์จากแม่ข่ายว่า “P2P File Sharing”
โปรแกรมประเภทนี้มีอยู่มากมายหลายตัวด้วยกัน เช่น Emule, Kazaa, Edonkey ฯลฯ หลักการทำงานคร่าวๆของโปรแกรมก็คือ
1.เชื่อมต่อไปยังแม่ข่ายเพื่อยืนยันตัวตนและส่งสารบัญไฟล์ที่เราแชร์ไว้ไปด้วย
2.หากเราต้องการหาไฟล์สักไฟล์หนึ่งเมื่อเราระบุ Keyword** โปรแกรมจะส่งคำร้องไปยังแม่ข่าย
จากนั้นแม่ข่ายจะส่งรายชื่อไฟล์พร้อมข้อมูลตัวตนของคนที่มีไฟล์ที่ตรงกับ Keyword ที่เราระบุกลับมา
3.เมื่อเราพบไฟล์ที่ต้องการแล้วตัวโปรแกรมจะใช้ข้อมูลที่ได้จากแม่ข่ายติดต่อไปยังคนนั้นๆโดยตรงเพื่อร้องขอไฟล์
จากการทำงานจะเห็นได้ว่าตัวแม่ข่ายนั้นไม่ได้เป็นคนเก็บไฟล์จริงๆไว้เพียงแต่เก็บเป็นสารบัญไว้เท่านั้น
**Keyword = คำหรือประโยคหรือที่ระบุเพื่ออ้างอิงในระบบการค้นหา

Add comment มิถุนายน 25, 2008

“Google” เลื่อน “Android” หวั่นกระทบมือถือทั่วโลก

หนังสือพิมพ์วอลล์ สตรีท เจอร์นัลรายงานว่า กูเกิล เลื่อนแผนเปิดตัวมือถือแพลตฟอร์มแอนดรอยด์รุ่นแรก จากกำหนดการเดิมที่ประกาศตัวอย่างหนักแน่น พร้อมพันธมิตรในอุตสาหกรรมมือถือกว่า 30 รายเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมาว่า มือถือที่ใช้ซอฟต์แวร์ทางเลือกใหม่จะถึงตลาดช่วงครึ่งปีหลังนี้

รายงานข่าวระบุว่า กูเกิลยืนยันว่าอาจจะยังไม่ได้เห็นมือถือรุ่นดังกล่าวจนกว่าจะถ ึงไตรมาส 4 ปีนี้ ซึ่งผู้ให้บริการระบบและผู้พัฒนาโปรแกรมที่ทำงานร่วมกับโครงการ แอนดรอยด์ไม่สามารถพัฒนางานได้ตามกำหนดเวลา

 

อย่างไรก็ตาม ที-โมบาย ยูเอสเอ หนึ่งในผู้ให้บริการระบบของสหรัฐ คาดว่าจะให้บริการมือถือที่รองรับระบบแอนดรอยด์ได้ช่วงไตรมาส 4 นี้ เช่นเดียวกับสปรินท์ เน็กซ์เทลคอร์ป ที่คาดว่าจะวางตลาดมือถือได้ภายในปีนี้ แต่ก็ทำไม่ได้เช่นกัน

ด้านไชน่า โมบาย ผู้ให้บริการรายใหญ่ที่สุดของโลกประกาศแผนชัดเจนก่อนหน้านี้ว่า จะเปิดตัวมือถือแอนดรอยด์ในไตรมาส 3 แต่จะต้องเลื่อนไปจนถึงปลายปีนี้ หรืออาจจะถึงต้นปี 2552

ทั้งนี้ ปัจจุบันแพลตฟอร์มแอนดรอยด์ยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้พัฒนา ซอฟต์แวร์บนมือถือรายใหญ่ๆ เนื่องจากผู้พัฒนาบางรายมองว่าการพัฒนาโปรแกรม ขณะที่กูเกิลยังเปลี่ยนแปลงซอฟต์แวร์ของบริษัทอยู่เรื่อยๆ นั้นทำได้ยาก และยังพบว่าผู้ผลิตมือถือบางรายต้องใช้เวลานานกว่าที่วางแผนไว้ สำหรับการทดสอบ และปรับปรุงระบบเพื่อให้รองรับแพลตฟอร์มดังกล่าวได้

นายแอนดี้ รูบิน ผู้อำนวยการฝ่ายโมบาย แพลตฟอร์มของกูเกิล กล่าวปฏิเสธที่จะเผยรายละเอียดเกี่ยวกับพันธมิตรแต่ละราย โดยระบุเพียงกว่า กูเกิลกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ และทำให้ต้นทุนต่ำลง รวมถึงร่วมมือกับผู้ผลิตชิพ และผู้ให้บริการเทคโนโลยีรายอื่นๆ ที่จะไม่ต้องให้ออกแบบมือถือแอนดรอยด์ตั้งแต่เริ่มต้นทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกูเกิลได้เสนอมือถือต้นแบบสุดท้าย ซึ่งหนึ่งในต้นแบบดังกล่าวมีหน้าจอขนาดใหญ่ คล้ายกับไอโฟน พร้อมคีย์บอร์ดแบบหมุนได้ และลูกกลม (แทรคบอลล์) สำหรับใช้เลื่อนหาฟังก์ชันคล้ายกับในเครื่องของแบล็กเบอร์รี่

Add comment มิถุนายน 25, 2008

ไมโครซอฟท์เปิดบริการ”ดูดาวผ่านเน็ต”เต็มรูปแบบ

หน้าเว็บไซต์ www.worldwidetelescope.org บริการดูดาวฟรีผ่านอินเทอร์เน็ตของไมโครซอฟท์

ไมโครซอฟท์ประกาศให้บริการ WorldWide Telescope หรือบริการชมดาวในระบบจักรวาลผ่านอินเทอร์เน็ตเต็มรูปแบบแล้ว เปิดให้ผู้ใช้ทั่วโลกสามารถคลิกเมาส์เพื่อชมท้องฟ้าได้ฟรีโดยไม่ต้องมีกล้องดูดาวเป็นของตัวเอง มั่นใจเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับวงการศึกษาและวิทยาศาสตร์ในอนาคต
       
       หลังจากเปิดตัวเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ล่าสุดไมโครซอฟท์ (Microsoft) เปิดให้บริการ WorldWide Telescope อย่างเต็มรูปแบบแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทุกคนสามารถคลิกซูมเข้าออกเพื่อระบบจักรวาลได้แล้วในขณะนี้ โดยเทคโนโลยีในบริการ WorldWide Telescope นั้นเป็นผลจากการพัฒนาของฝ่ายวิจัยไมโครซอฟท์ ใช้ภาพระบบจักรวาลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) ของศูนย์สังเกตการณ์ Chandra X-Ray Observatory Center และสำนักงาน Sloan Digital Sky Survey และอื่นๆ
       
       ผู้ใช้จะสามารถเลือกชมดาวด้วยตัวเองตามชอบใจ หรือจะชมตามแผนซึ่งนักดาราศาสตร์และสถาบันวิจัยต่างๆจัดเรียงและให้คำแนะนำในลักษณะ guide tour ก็ได้ สามารถเลือกชมภาพจากกล้องโทรทรรศน์ได้หลายตัว และเลือกสลับไปมาเพื่อให้ชมภาพดาวที่มีแสงสีต่างกันได้
       
       ”บริการ WorldWide Telescope คือเครื่องมือที่มีประโยชน์มากต่อวงการศึกษาและวิทยาศาสตร์ เป็นบริการที่ทำให้ประชากรโลกทุกคนสามารถสำรวจจักรวาลได้ตามใจชอบ” บิล เกตส์ (Bill Gates) ประธานไมโครซอฟท์กล่าวในแถลงการณ์
       
       ผู้สนใจสามารถชมดาวผ่านอินเทอร์เน็ตได้ที่ www.worldwidetelescope.org

Add comment มิถุนายน 25, 2008

Previous Posts


Calendar

มิถุนายน 2008
อา พฤ
    ส.ค. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930  

Posts by Month

Posts by Category